เตรียมเปิดเช่าที่ราชพัสดุ ทำเกษตร-อยู่อาศัย เพียงปีละ 200-300 บาท

กรมธนารักษ์ เตรียมเปิดให้ประชาชนเช่าที่ดิน เป็นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยตามโครงการ “ธนารักษ์ประชารัฐ” และโครงการ “ทำชุมชนให้เป็นที่ประชุมในที่ราชพัสดุ” เช่าที่ดินเพื่อการเกษตร ค่าเช่าเพียงไร่ละประมาณ 200 บาทต่อปี ที่ดินอยู่อาศัยตารางวาละ 25 สตางค์ต่อเดือน หรือ 100 ตารางวา เสียค่าเช่า 300 บาทต่อปี

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก ดร.อุตตม สาวนายน ระบุว่า กรมธนารักษ์ เตรียมเปิดให้ประชาชนเช่าที่ดิน เป็นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยตามโครงการ “ธนารักษ์ประชารัฐ” และโครงการ “ทำชุมชนให้เป็นที่ประชุมในที่ราชพัสดุ” ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับโครงการ “ธนารักษ์ประชารัฐ” มีวัตถุประสงค์ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสด้านที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน ผ่านการรับรองสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐ หรือ “ที่ราชพัสดุ” เพื่อเปลี่ยนการอยู่อาศัยและทำกินที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย หรือเปลี่ยนจาก “ผู้บุกรุก” เป็น “ผู้เช่า” ในราคาถูก

รายละเอียดการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตร ค่าเช่าเพียงไร่ละประมาณ 200 บาทต่อปี ส่วนที่ดินอยู่อาศัยกำหนดราคาแค่ตารางวาละ 25 สตางค์ต่อเดือน หรือ 100 ตารางวา เสียค่าเช่า 300 บาทต่อปีเท่านั้น

ทั้งนี้ ประชาชนจะได้อยู่อาศัยและมีที่ดินทำกินในราคาเหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ต้องกังวลจะมีปัญหาทางกฎหมายใด ๆ เพราะการเช่าที่ราชพัสดุ คือการถือสิทธิที่มีกฎหมายรองรับ และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยในปีงบประมาณ 2563 ได้ตั้งเป้าจะเปิดให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการได้ประมาณ 50,000 ราย

ส่วนโครงการ “ทำชุมชนใหม่เป็นที่ประชุมในที่ราชพัสดุ” เป็นการจัดหาพื้นที่จำหน่ายสินค้า เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมีรูปแบบเป็นที่ประชุมอเนกประสงค์ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของภาครัฐ เอกชน และชุมชน และเป็นพื้นที่จัดตลาดชุมชน เพื่อช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องในพื้นที่ เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชน ดึงคนจากภายนอกเข้ามา และยึดโยงให้คนภายในชุมชนไม่ต้องไปทำงานนอกพื้นที่ รายได้จะหมุนเวียนภายในชุมชน ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้า เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

โครงการดังกล่าวจะมีการนำร่องในที่ดินราชพัสดุของ ต.หนองกุงศรี อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เป็นพื้นที่แรก ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ ก่อนจะขยายไปยังชุมชนอื่น ๆ อีกประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2563

พันธกิจของกรมธนารักษ์ต่อจากนี้ จะไม่ใช่แค่ การทำเหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึก การดูแลที่ราชพัสดุ หรือการประเมินราคาทรัพย์สิน แต่จะต้องร่วมช่วยเหลือประชาชน เพื่อการลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ สร้างความเข้มแข็งจากชุมชน ด้วยวิถีชุมชน ตามนโยบาย “ประชารัฐสร้างไทย” ของรัฐบาล อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากin7day.com