ขออนุญาตแชร์ข้อมูลจากเพจ วิวาทะ V2  ลองอ่านและใช้วิจารณญาณดูกันค่ะ

“อ่านข่าวนี้มา 2-3 วัน “กระทรวงอุตสาหกรรมเผยยอดยื่นประกอบกิจการโรงงานใหม่มกราคมถึงพฤศจิกายนสูงมี 2,889 โรงงาน” แล้วรู้สึก “ตงิด-ตงิด” เคยเป็นกันไหมคะ ?? sense บางอย่างจะบอกคุณทันทีว่า “มันมีอะไรมากกว่านั้น” แต่ขณะนั้นเราอาจไม่มีคำอธิบายมากไปกว่า “ความรู้สึกแวบแรก”

ข่าวที่เผยแพร่บอกมาว่า

– ตั้งแต่มกราคม – พฤศจิกายน 2562 มีการจ้างงานใหม่ถึง 84,033 คน

– จ้างงานเพิ่มจากเดิม 84,704 คน

– มีเลิกจ้างงานจากการปิดกิจการแค่เพียง 35,533 คน เท่านั้น

เช้านี้จึงตัดใจวางงานด่วนบางเรื่อง นั่งอ่านข้อมูลการจดทะเบียนโรงงานใหม่ – การเลิกกิจการโรงงานเก่า ย้อนหลัง 6 เดือนหน่อย

เรามาเรียนรู้กันนะคะ ว่าอะไรที่กระทรวงอุตสาหกรรมบอกเรา “ไม่หมด” บ้าง

1. นิยามโรงงาน คือ ต้องใช้เครื่องจักรตั้งแต่ 5 แรงม้า หรือใช้คนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป

2. แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

2.1 ประเภท 1 ใช้เครื่องจักรไม่เกิน 20 แรงม้า ไม่ก่อปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม เช่น ซ่อมรองเท้า ทำเครื่องหนัง ทำขนมจีน ไม่ต้องขออนุญาต

2.2 ประเภท 2 ใช้เครื่องจักรเกิน 20 แรงม้า แต่ไม่เกิน 50 แรงม้า ก่อปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมเล็กน้อย ปรับปรุงได้ เช่น โรงงานผลิตน้ำแข็ง ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนเปิดโรงงาน

2.3 ประเภท 3 ใช้เครื่องจักรเกิน 50 แรงม้า ก่อให้เกิดปัญหามลพิษมาก เช่น โรงงานต่างๆในปัจจุบัน ต้องขออนุญาตก่อนตั้ง

3. จำแนกเป็น 104 ประเภท 21 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ

กลุ่มที่ 1 ผลิตภัณฑ์จากพืช กลุ่มที่ 2 อุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มที่ 3 อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม กลุ่มที่ 4 สิ่งทอกลุ่มที่ 5 อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายยกเว้นรองเท้า

กลุ่มที่ 6 ผลิตหนังสัตว์และผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ กลุ่มที่ 7 แปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ กลุ่มที่ 8 เครื่องเรือนหรือเครื่องตบแต่งในอาคารจากไม้ แก้ว ยาง หรือโลหะอื่นๆ กลุ่มที่ 9 ผลิตกระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ กลุ่มที่ 10 การพิมพ์ การเย็บเล่ม ทำปกหรือการทำแม่พิมพ์

กลุ่มที่ 11 เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี กลุ่มที่ 12 ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม กลุ่มที่ 13 ยางและผลิตภัณฑ์ยาง
กลุ่มที่ 14 ผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มที่ 15 ผลิตภัณฑ์อโลหะ

กลุ่มที่ 16 ผลิตโลหะขั้นมูลฐาน กลุ่มที่ 17 ผลิตภัณฑ์โลหะ กลุ่มที่ 18 ผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล กลุ่มที่ 19 ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ กลุ่มที่ 20 ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ กลุ่มที่ 21 การผลิตอื่นๆ

4. ในช่วง 1 ม.ค. 62 ถึง 31 ต.ค. 62 พบว่ามีโรงงานตั้งใหม่ประเภท 2 228 โรงงาน และประเภท 3 2464 โรงงาน

5. จังหวัดที่ตั้งโรงงานใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก คือ สมุทรสาคร 291 โรงงาน สมุทรปราการ 175 โรงงาน ชลบุรี 170 โรงงาน นครปฐม 149 โรงงาน ปทุมธานี 111 โรงงาน

6. ประเภทที่ตั้งใหม่โดยภาพรวม คือ อาหารสำเร็จรูปและน้ำดื่ม / ชำแหละ แกะ ล้างสัตว์น้ำ และห้องเย็น / ผลิตเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้า / คัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย / งานก่อสร้างทั้งหลาย / เกี่ยวกับโลหะทั้งหลาย / เกี่ยวกับพลาสติกทั้งหลาย / ผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือนจากอลูมิเนียม / ชิ้นส่วนรถยนต์ (เกิดโรงงานขนาดเล็กเพื่อทำชิ้นส่วนรถยนต์ไม่ต่ำกว่า 50 แห่ง)

7. คนงานแทบทุกโรงงานกว่า 90 % ไม่เกิน 100 คน ส่วนใหญ่ประมาณ 10-50 คนเท่านั้น มีบ้างที่ขึ้นไปถึง 200-300 คน แต่ไม่มาก และโรงงานใหม่ๆที่เปิดไม่ได้อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม เป็นลักษณะโรงงานท้องถิ่น

8. โรงงานเลิก คือ พวกตัดเย็บเสื้อผ้า สิ่งทอ เครื่องหนัง , เกี่ยวกับอุปกรณ์และชิ้นส่วนรถยนต์ , การก่อสร้างต่างๆ และมักเป็นโรงงานขนาดใหญ่ คือ 100 คนขึ้นไป

9. แปลความได้ว่า โรงงานที่เปิดใหม่ เป็นโรงงานขนาดเล็ก คนไม่เกินหลักสิบ เงินทุนไม่มาก คือ หลักล้านต้นๆ และมักใช้แรงงานข้ามชาติ (ตัวเลขแรงงานข้ามชาติล่าสุดที่ถูกกฎหมายในไทย คือ 3 ล้านคน) แรงงานในท้องถิ่นเป็นสำคัญ

และอาจคาดการณ์ได้ว่า เป็นโรงงานที่จ่ายแต่ค่าแรงขั้นต่ำ และไม่มีสวัสดิการใดๆมากกว่าที่กฎหมายกำหนด กระทั่งการเข้าถึงประกันสังคม ก็ต้องตรวจสอบกันต่อไป

10. ถ้ามีการจ้างงานสูงจริง ทำไมนายก รมต. ถึงต้องจะมาเอาเงินจากกองทุนประกันสังคมไปหมุนตามข้อสั่งการเมื่อต้น พย. 62 นี้ก็เป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งว่า ระบบเศรษฐกิจเงินไม่หมุน และมีปัญหา ตัวเลขเปิดโรงงานไม่ได้บ่งบอกการหมุนเวียนการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจเลย

บันทึกไว้เมื่อ 15-11-62”

#มิตรสหายท่านหนึ่ง